Browse Keyword
: : คำค้น : :
: : ค้นจาก : : 
: : ฐานข้อมูล : :

ค้นเฉพาะ e-book
: : คำค้น : :


 
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
QR for Android App
DSS Science eBook
e-book ของสำนักพิมพ์ CRC กว่า 6500 เล่ม
คู่มือการใช้งาน e-book ของ iGPublishing Platform
รายการ e-book ที่ให้บริการบน iGPublishing Platform
สำนักพิมพ์ Elsevier
e-book ของสำนักพิมพ์ iSmithers สาขาที่ควบคุมทางด้าน ยาง,กระจก,โพลีเมอร์
Britannica Academic Edition
Britannica Merriam Webster
แนะนำ ฐานข้อมูล
เว็บไซต์ด้านมาตรฐาน
เว็บไซต์เกี่ยวกับสิทธิบัตร
ฐานข้อมูล Electronic Journals อ่าน Fulltext ได้สำหรับบริการบุคลากรภายในกรมฯ
ฐานข้อมูล e-content (วารสารต่างประเทศ)
รายชื่อวารสารอภินันทนาการ
เว็บที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร/ระเบียบ Reach
ฐานข้อมูลแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมขั้นพื้นฐาน
บริการสืบค้นข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์
ฐานข้อมูลประมวลสารสนเทศเฉพาะเรื่อง
ประวัตินักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก
ฐานข้อมูลวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมเซรามิก,แก้ว ...
ข้อมูลเอกสารรายงานการวิจัย
ฐานข้อมูลส่งเสริมเผยแพร่สารสนเทศสู่ชุมชน

สถิติจาก truehit.net


ตรวจสอบและติดตามข้อคิดเห็นจากผู้ใช้บริการ
แผนการฝึกอบรมปี 2560
แผนการอบรมหลักสูตรถ่าย
ทอดเทคโนโลยี ปี 2560
ประกาศอัตราค่าบริการใหม่และ
การชำระค่าบริการ
รายชื่อฐานข้อมูลทั้งหมด
แนะนำเอกสารใหม่ 
  ลิงค์เว็บเพจแนะนำ
    เอกสารใหม่
  ดาวน์โหลดบัญชีรายชื่อ
    เอกสารใหม่
  คู่มือการใช้งาน
เว็บไดเร็คทอรี่ (web directory)
ข่าวด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เว็บศูนย์ประสานงานสารนิเทศ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กระดานถาม-ตอบ
เว็บไซต์ด้านวัสดุสัมผัสอาหาร
เว็บไซต์ด้านแก้ว
เว็บไซต์ด้านเซรามิก
เว็บไซต์คลังความรู้ OTOP
สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 
UTCC Central Library


นำโค้ดไปติดที่เว็บของท่านแล้ว
กรุณาแจ้งเราทาง E-mail ที่
Webmaster
 
 
 
 
 

ผลทดลองในคนไทยนักวิจัยเริ่มเห็นเค้าลาง "วัคซีนเอดส์"  

ความพยายามในการพัฒนา "วัคซีนเอดส์" เกือบ 30 ปี เริ่มเห็นเค้าลางเข้าใกล้ความจริง หลังโครงการทดสอบระดับคลินิกในอาสาสมัครชาวไทยให้สัญญาณที่ดีด้วยวัคซีน 2 ตัวร่วมกัน ป้องกันได้มากกว่า 31% ทีมวิจัยนานาชาติเดินหน้าศึกษาต่อในกลุ่มชายรักร่วมเพศ หวังเห็นผลเกินกว่า 50% คาดการณ์ได้วัคซีนเอดส์ตัวแรกของโลกไม่เกินปี 2019 ย้อนกลับไปในปี 1984 รอยเตอร์ระบุว่าเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขของสหรัฐฯ ได้คาดการณ์สถานการณ์ระบาดของเอดส์ว่าจะสามารถพัฒนาวัคซีนได้ภายใน 2 ปีหลังจากนั้น แต่ความพยายามก็ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า การทดลองในระดับคลีนิกโดย “เมิร์ค” (Merck) เมื่อปี 2007 ก็ให้ผลว่าอาสาสมัครมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเอชไอวี (HIV) มากขึ้น หากแต่การทดลองในอาสาสมัครชาวไทยเมื่อปี 2009 ให้ความหวังที่จะได้วัคซีนซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อในคนได้มากขึ้น "เรารู้โฉมหน้าที่แท้จริงของศัตรู แต่ศัตรูตัวนี้ก็มีเล่ห์เหลี่ยมเกินกว่าที่เราจะคาดคิด" คำ กล่าวของ ดร.บาร์ตัน เฮย์เนส (Dr.Barton Haynes) แห่งมหาวิทยาลัยดุค (Duke University) ในเดอแรม นอร์ทแคโรไลนา สหรัฐฯ และผู้อำนวยการศูนย์ภูมิคุ้มกันวิทยาและวัคซีนโรคเอดส์และเชื้อเอชไอวี (Center for HIV AIDS Vaccine Immunology: CHAVI) ทั้งนี้ ดร.เฮย์เนสจะเป็นตัวแทนของทีมวิจัยทำหน้าที่บรรยายสรุปผลการวิจัยวัคซีน ป้องกันโรคเอดส์ในประเทศไทย ภายในงานประชุมวิชาการสมาคมโรคเอดส์นานาชาติ ประจำปี 2012 (International AIDS Society's 2012 conference) ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-27 ก.ค.นี้ ที่วอชิงตัน สหรัฐฯ เชื้อเอชไอวีต่างจากโรคติดเชื้อไวรัสอื่นๆ และความพยายามจะพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสนี้ก็เหมือนความพยายาม ยิง “เป้าบิน” เพราะตัวเชื้อเองก็มีความหลากหลาย มีหลายสายพันธุ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรโลกที่มีความหลกาลหายแตกต่างกันไป และไวรัสตัวนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งเพราะมุ่งโจมตีระบบภูมิคุ้มกันซึ่งเป็น กลไกที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้เพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 34 ล้านคนทั่วโลก เฉพาะในปี 2010 ก็มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 2.7 ล้านคน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้ตอนนี้โรคเอดส์ไม่ใช่คำพิพากษาให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีต้องตายสถานเดียวอีก ต่อไป เนื่องด้วยยาต้านไวรัสหลายขนานที่ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา และนับแต่การระบาดสูงสุดในปี 1997 จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ก็ลดลงถึง 21% รวมถึงการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างจริงจัง แต่วัคซีนก็ยังเป็นความหวังสูงสุดที่จะช่วยกำจัดโรคนี้ให้หมดสิ้น ทีมนักวิจัยพยายามกันอย่างเต็มที่มาเป็นเวลาเกือบ 3 ทศวรรษ เพื่อหาหนทางพิชิตโรคเอดส์แต่ก็ไม่เป็นผล จนกระทั่งโครงการศึกษาวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 (RV144) ที่เริ่มขึ้นในปี 2009 โดยเป็นการทดสอบระดับคลินิกในอาสาสมัครชาวไทย ทั้งชายและหญิงที่มีอายุระหว่าง 18-30 ปี จำนวน 16,000 คน ทำให้นักวิจัยได้เห็นเค้าลางความสำเร็จ พันเอก เนลสัน ไมเคิล (Colonel Nelson Michael) ผู้อำนวยการโครงการวิจัยเอชไอวีแห่งกองทัพสหรัฐฯ (U.S. Military HIV Research Program) และหัวหน้าโครงการ RV144 กล่าวว่า การทดลองดังกล่าวส่งผลกระทบไปทั่ววงการ ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้ใช้วัควีน 2 ชนิดร่วมกันในการทดสอบกับอาสาสมัคร ประกอบไปด้วยวัคซีน ALVAC และวัคซีน AIDSVAX วัคซีน ALVACเป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคฝีอย่างอ่อนๆ ที่มียีนของเชื้อเอชไอวีแฝงอยู่ด้วยจำนวน 3 ยีน พัฒนาขึ้นโดยบริษัทซาโนฟี (Sanofi) ส่วนวัคซีน AIDSVAX ซึ่งเป็นวัคซีนดั้งเดิมที่สร้างจากโปรตีนพื้นผิวของเชื้อเอชไอวี พัฒนาขึ้นโดยบริษัทจีเนนเทค (Genentech) ในกลุ่มบริษัทโรช วัคซีนทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวให้ผลที่ล้มเหลวเมื่อทดลองใช้แยกกัน ซึ่งยืนยันได้จากรายงานผลการศึกษาวิจัยในประเทศไทยก่อนหน้านั้นของนักวิทยา ศาสตร์จำนวน 22 คน ที่เผยแพร่ในวารสารไซน์ (Science) แต่การทดสอบในโครงการ RV144 กลับให้ผลที่น่าตกตะลึง เมื่อใช้วัคซีน 2 ชนิดร่วมกัน สามารถตัดตอนการติดเชื้อเอชไอวีได้ถึง 31.2% และแม้ผลการทดลองนี้ไม่ได้เพียงพอที่จะบอกว่าวัคซีนนี้มีประสิทธิภาพ แต่มันก็มีผลอย่างใหญ่หลวงต่อนักวิจัย การวิเคราะห์ผลการวิจัยในการทดลองในประเทศไทยตามโครงการดังกล่าวนั้น ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร นิวอิงแลนด์ เจอร์นัล ออฟ เมดิซีน (New England Journal of Medicine) ซึ่งพบว่าอาสาสมัครทั้งชายและหญิงที่ได้รับวัคซีนนั้น มีการสร้างแอนติบอดีต่อบริเวณที่จำเพาะของเปลือกหุ้มเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเปลือกหุ้มไวรัสดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่สำคัญของวัคซีน หลังจากนี้จะมีการเตรียมติดตามผลการทดลองระดับคลินิกของวัคซีนในรูป แบบที่มีความแข็งแกร่งมากขึ้นในกลุ่มคนรักต่างเพศในแอฟริกาใต้ ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวมีการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีคนละชนิดกับที่พบใน ประเทศไทย รวมถึงศึกษาทดลองในกลุ่มชายรักร่วมเพศในประเทศไทยต่อไปด้วย โดยวัคซีนที่จะใช้ในการศึกษาขั้นต่อไปนั้น จะเปลี่ยนจาก AIDSVAX ของบริษัทซาโนฟี เป็นวัคซีนอีกตัวหนึ่งที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทโนวาร์ติส (Novartis) "เราจะทำงานให้เร็วที่สุดเท่าที่พวกเราสามารถทำได้" พันเอกไมเคิลกล่าว ซึ่งเขาคาดว่าการศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนในระดับที่ใหญ่มากขึ้นจะเริ่ม ดำเนินการได้ในปี 2016 โดยมีความหวังว่าวัคซีนจะมีประสิทธิผลอย่างน้อยที่สุด 50% ซึ่งเป็นระดับที่ผู้จัดทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ระบุว่าจะมีผลต่อการระบาดของ โรค และอาจจะเป็นเส้นทางนำไปสู่วัคซีนป้องกันโรคเอดส์ตัวแรกของโลก ซึ่งคาดว่าน่าจะสำเร็จในปี 2019 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 กรกฎาคม 2555

อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม



   



   


   


   
Download Acrobat Reader

Best view with IE 5.0 or later version at 800x600
All comments please mail to
Webmaster
This site is copyright @ 2005 สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
75/7 ถ.พระรามหก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400
โทรศัพท์ : 0 2201 7252-6  โทรสาร : 0 2201 7251,65  e-mail : info@dss.go.th
Tuesday April 25, 2017 9:56 AM 8:49 PM
หน่วยงานนี้ทำข้อมูลโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการศึกษาค้นคว้าเท่านั้น มิใช่เพื่อการแสวงหาผลกำไร