หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
QR for Android App
Test Library System
QR for Android App
DSS Science eBook
Standard Collection
OECD Agriculture and Food
คู่มือการใช้งาน e-book ของ iGPublishing Platform
รายการ e-book ที่ให้บริการบน iGPublishing Platform
สำนักพิมพ์ Elsevier
e-book ของสำนักพิมพ์ iSmithers สาขาที่ควบคุมทางด้าน ยาง,กระจก,โพลีเมอร์
Britannica Academic Edition
Britannica Merriam Webster
แนะนำ ฐานข้อมูล
เว็บไซต์ด้านมาตรฐาน
เว็บไซต์เกี่ยวกับสิทธิบัตร
ฐานข้อมูล Electronic Journals อ่าน Fulltext ได้สำหรับบริการบุคลากรภายในกรมฯ
ฐานข้อมูล e-content (วารสารต่างประเทศ)
รายชื่อวารสารอภินันทนาการ
เว็บที่เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสาร/ระเบียบ Reach
ฐานข้อมูลแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมขั้นพื้นฐาน
บริการสืบค้นข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์
ฐานข้อมูลประมวลสารสนเทศเฉพาะเรื่อง
ประวัตินักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญของโลก
ฐานข้อมูลวัสดุเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมเซรามิก,แก้ว ...
ข้อมูลเอกสารรายงานการวิจัย
ฐานข้อมูลส่งเสริมเผยแพร่สารสนเทศสู่ชุมชน

สถิติจาก truehit.net


Browse Keyword e-book
ค้นจาก : คำค้น :  

ตรวจสอบและติดตามข้อคิดเห็นจากผู้ใช้บริการ
แผนการฝึกอบรมปี 2561
แผนการอบรมหลักสูตรถ่าย
ทอดเทคโนโลยี ปี 2561
ประกาศอัตราค่าบริการใหม่และ
การชำระค่าบริการ
รายชื่อฐานข้อมูลทั้งหมด
แนะนำเอกสารใหม่ 
  ลิงค์เว็บเพจแนะนำ
    เอกสารใหม่
  ดาวน์โหลดบัญชีรายชื่อ
    เอกสารใหม่
  คู่มือการใช้งาน
เว็บไดเร็คทอรี่ (web directory)
ข่าวด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เว็บศูนย์ประสานงานสารนิเทศ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
กระดานถาม-ตอบ
เว็บไซต์ด้านวัสดุสัมผัสอาหาร
เว็บไซต์ด้านแก้ว
เว็บไซต์ด้านเซรามิก
เว็บไซต์คลังความรู้ OTOP
ห้องปฏิบัติการยางและผลิตภัณฑ์ยาง
 
สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 
UTCC Central Library


นำโค้ดไปติดที่เว็บของท่านแล้ว
กรุณาแจ้งเราทาง E-mail ที่
Webmaster
 
 
 
 
 

มธ.แนะใช้ “น้ำมันปาล์ม-มะพร้าว” รับมาตรการห้าม “ไขมันทรานส์”  

วิทยาศาสตร์ฯ มธ. แนะภาคธุรกิจ-อุตฯอาหาร ใช้ “น้ำมันปาล์ม-มะพร้าว” ลดต้นทุน พร้อมโชว์กระบวนการผลิตเบเกอรี่ Bake@Dome แบบไร้ไขมันทรานส์ รศ.ดร.จิรดา สิงขรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีอุตสาหกรรมการแยกและสกัดสาร กล่าวว่า จากราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 ว่า “ไขมันทรานส์” อันตรายต่อสุขภาพ จึงมีมาตรการห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่าย ภายใน 180 วัน ดังนั้น ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทย จึงจำเป็นต้องปรับตัวเป็นการเร่งด่วนใน การเยียวยา ให้ความช่วยเหลือหรือหาทางออกแก่ผู้ผลิต คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. มีข้อแนะนำใน 4 ขั้นตอน เพื่อลดต้นทุนในการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร คือ 1.เลือกใช้น้ำมันที่สกัดจาก “ปาล์ม” หรือ “มะพร้าว” ผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศทดแทน เนื่องจากน้ำมันปาล์มและมะพร้าว ต่างมีคุณสมบัติในการยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารที่คล้ายคลึงกับไขมันทรานส์ คือ ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน และมีต้นทุนต่ำ 2. ผสมน้ำมันเมล็ดปาล์มกับน้ำมันอื่นๆ เพื่อปรับลักษณะให้ใกล้เคียงกับไขมันทรานส์ คือจุดหลอมเหลวสูง มีความเสถียรต่อการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง อ่อนตัวได้เร็ว สัดส่วนไขมันที่เป็นของแข็ง และการทำสมบัติต่อการอบขนมที่ดี 3. เปลี่ยนแปลงผ่านเทคนิคทางเคมี ได้แก่ (1) เปลี่ยนตัวเร่งปฎิกิริยา หรือปฎิกรณ์การผลิตไขมันทรานส์มิให้เกิดไขมันทรานส์ขึ้นได้เลยในกระบวนการผลิต (2) ผสมอัตราส่วนที่เหมาะสมของไขมันแข็งกับน้ำมัน เพื่อทำการแลกเปลี่ยนเอสเตอร์ระหว่างกรดไขมันบนโครงสร้างของไขมันผสม (3) การเติมสารสร้างความเป็นเจลให้กับน้ำมัน 4. การปรับเปลี่ยนพันธุกรรม สำหรับน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ที่ภาคการผลิตบางส่วนยังคงมีอยู่ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่นได้ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ น้ำมันที่เติมไฮโดรเจนบางส่วนและไม่พบไขมันทรานส์ จะสามารถนำไปผ่านกระบวนการอินเตอร์เอสเตอริฟิเคชันกับน้ำมันผสม และอีกกรณีที่พบว่า เป็นไขมันทรานส์ สามารถนำไปผ่านกระบวนการอื่นๆ เช่น สเปอนนิฟิเคชันหรือการทำสบู่ เข้าสู่อุตสาหกรรมอื่น โดยกรณีที่จำเป็นต้องกำจัดวัตถุดิบที่มีผ่านกระบวนการดังกล่าว ควร “บำบัดเช่นเดียวกับน้ำมันใช้แล้ว” เพื่อเป็นการลดต้นทุนในภาคการผลิต ดร.วิไลลักษณ์ ชัยสิทธิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีของลิปิด (Lipid Chemistry) กล่าวว่า กรดไขมันทรานส์ หรือ ทรานส์แฟต (Trans Fats) เป็นน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils; PHOs) ถ้ามีการบริโภคในปริมาณสูงจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Heart Disease) “ในอดีตอุตสาหกรรมน้ำมันพืชนิยมใช้กระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน มายืดอายุการเก็บรักษา จากการเหม็นหืน และดัดแปรสมบัติทางเคมีกายภาพ เช่น การเปลี่ยนน้ำมันพืชให้เป็นเนยขาว (Shortening) หรือมาการีน และในตอนนั้นมีความเชื่อว่า PHOs เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการบริโภคไขมันจากสัตว์” จากสมบัติที่ดีขึ้นของ PHOs ทำให้มีการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารแตกต่างหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์อาหารประเภททอด ฟาสต์ฟู้ด เบเกอรี่ ครีมเทียม และเนยเทียม ในขณะเดียวกัน PHOs ก็มีข้อเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดังนั้น องค์การที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชากร รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศจึงออกมาปกป้องสุขภาพของประชากร เช่น ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยกำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันและสร้างภูมิต้านทานให้ตนเองในเบื้องต้นในเรื่องนี้ผู้บริโภคจะต้องหมั่นสังเกต “ฉลากโภชนาการ”และ “ส่วนประกอบ”เพราะถึงแม้ว่าฉลากจะมีข้อความระบุว่า “ไขมันทรานส์ 0 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” ก็อาจจะมีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบอยู่โดยเฉพาะอาหารที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นการผิดกฏหมายบ้านเราที่จะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 180 วันก็ตาม ทั้งนี้ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาดังกล่าว ถือเป็นการปฏิรูปวงการอุตสาหกรรมอาหารให้ตื่นตัว และกระตุ้นเตือนให้ตระหนักถึงสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ซึ่งในต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน เช่น ในอเมริกา FDA ก็มีประกาศการห้ามโดยมีผลตั้งแต่ 18 มิถุนายน 2561 โดยไม่ยอมให้มีการผลิตแต่ยอมให้อาหารที่ผลิตออกมาก่อนหน้านี้ จำหน่ายได้ถึง 1 มกราคม 2563 “ทางคณะฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปั้นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ให้มี ความรู้ความชำนาญในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในส่วนของสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารของเรานอกจากจะมีการเรียนการสอนในหลักสูตรแล้ว ยังมีการเรียนรู้ผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการผลิตและจำหน่ายขนมอบ ภายใต้แบรนด์ Bake@Dome และการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมอาหารหลากหลายชนิด ที่ปราศจากการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน” “ถ้าผู้บริโภคจำได้เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา บนฉลากขวดน้ำมันพืชส่วนใหญ่ในบ้านเรา เช่น น้ำมันถั่วเหลืองก็จะมีข้อความว่า ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน แต่ในปัจจุบันนี้ไม่พบข้อความที่ว่าบนฉลากแล้ว เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันพืชได้ใช้เทคโนโลยีอื่นในการยืดอายุการเก็บรักษา ซึ่งจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า การบริโภคไขมันทรานส์ในปริมาณสูงมีผลให้ระดับโคเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดีในเลือด (LDL Cholesterol) เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของประชากรโลก จนองค์การอนามัยโลก (WHO) เข้ามามีส่วนช่วยรณรงค์ในการลดการใช้ PHOs” ดร. วิไลลักษณ์ กล่าว ด้าน ผศ.ดร.บุศราภา ลีละวัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร มธ. และผู้อำนวยการโครงการผลิตและจำหน่ายขนมอบ ภายใต้แบรนด์ Bake@Dome กล่าวเสริมว่า กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ Bake@Dome ของคณะฯ ได้คัดเลือกใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพดีเป็นสำคัญ เพราะใส่ใจในสุขภาพที่ดีของลูกค้า โดยเฉพาะการเลือกใช้น้ำมันหรือไขมันทุกชนิดในสูตร จะเป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับล่าสุดกำหนด “ในปัจจุบัน มีผู้ผลิตมาการีนหรือเนยขาวที่ปราศจากไขมันทรานส์ออกมาจำหน่ายหลากหลายบริษัทด้วยกัน ควรเลือกใช้มาการีนที่มีจุดหลอมเหลวสูง ไม่หลอมเหลวง่าย ทนต่อการรีดหรือพับในกระบวนการผลิต และมีปริมาณไขมันทรานส์ที่ฉลากโภชนาการเป็น “ศูนย์” จะทำให้ได้ชั้นแป้งที่เกิดจากแผ่นแป้งหลายชั้นซ้อนกันจากเนยที่แทรกอยู่เป็นชั้นภายในแป้ง พายชั้นที่ได้มีความกรอบเบา และมีรสชาติอร่อย” “นอกจากนี้ ทางโครงการฯ ยังเลือกใช้เนยสดซึ่งเป็นไขมันธรรมชาติจากน้ำนมวัวเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ประเภทเค้ก คุกกี้ ขนมปัง เช่น เค้กคัสตาร์ต มัฟฟินลูกเกด พายหมูหยอง ขนมปังเนยสด คุ้กกี้เนยสด ฯลฯ มานานแล้ว โดยที่ไม่ได้ผสมไขมันประเภทมาการีนหรือเนยขาวที่เป็นแหล่งของไขมันทรานส์เลย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของทางร้านมีกลิ่นรส และรสชาติที่อร่อยเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภค” ด้าน รศ.ดร.สมชาย ชคตระการ คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวว่า คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. มีนโยบายในการปั้นเด็กวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ให้เป็นเด็กวิทย์ที่คิดประกอบการได้ ผ่านภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-based Learning) และใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติอย่างเข้มข้น สู่งานวิจัยที่บูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ที่สามารถช่วยแก้ปัญหา และยกระดับคุณภาพสังคมไทย ตลอดจนสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ที่ช่วยไขความกระจ่างให้กับสังคม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการวางรากฐานก้าวแรกก่อนเริ่มชีวิตการทำงาน และก้าวสู่การเป็นพลังคนรุ่นใหม่ที่ช่วยขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจประเทศ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ SCI+BUSINESS อย่างแท้จริง ทั้งนี้ งานเสวนาเรื่อง “ไขมันทรานส์ กับ อุตสาหกรรมอาหาร” พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเบเกอร์รี่และขนมอบ ภายใต้แบรนด์ Bake@Domeแบบปราศจากไขมันทรานส์ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 23 ก.ค.61 ณ อาคารบรรยายเรียนรวม 5 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ศูนย์รังสิต โทร. 02-564-4491 ต่อ 2020 ศาสตร์ของพระราชากับการทำงานวิจัยชุมชน พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นแนวทางในการทำงานพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน ที่เราทั้งหลายเคยได้รับรู้มา ก็คือ “เข้าใจ เข้าถึง ร่วมพัฒนา” ถือเป็นแนวทางหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจ ให้นักวิจัยตระหนักต่อการทำงานวิจัย และการพัฒนาอย่างมีภูมิคุ้มกันที่ดี เช่นในเรื่องความเข้าใจต่อชุมชน ก็ไม่ใช่เพียงแค่การลงไปศึกษาหรือทำความเข้าใจโดยผิวเผิน ว่าเขาเป็นอย่างไร ทำมาหากินอย่างไร แล้วตัดสินว่าเราเข้าใจเขาแล้ว แต่ต้องทำความเข้าใจไปถึงต้นเหตุ และความคิดที่ส่งผลต่อการกระทำเหล่านั้น ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลาในการศึกษาที่ยาวนานพอ ยิ่งไปกว่านั้นต้องทำให้ชาวบ้านเข้าใจได้ว่าสิ่งที่นักวิจัยกำลังลงไปศึกษา หรือทำวิจัยจะส่งผลอย่างไรต่อพวกเขา ดังนั้นการเข้าใจนอกจากที่เราจะเข้าใจเขาแล้ว ชาวบ้านเองก็ต้องเข้าใจเราด้วยเหมือนกัน การเข้าถึงชาวบ้านก็ด้วย เมื่อเราเข้าถึงพวกเขาแล้ว พวกเขาก็ต้องสามารถเข้าถึงเราได้อย่างง่ายเช่นกัน “บางครั้งอาจารย์บอกว่าเข้าถึงหมดรู้หมดเลยว่าบ้านไหนมีรายได้เท่าไหร่ บ้านไหนจน บ้านไหนรวย บ้านไหนเล่นการพนัน แล้วเขารู้ถึงอาจารย์ไหม เวลาเขาเดือดเนื้อร้อนใจขึ้นมา อาจารย์ไม่ได้อยู่กับเขา เขาจะสามารถเข้าถึงอาจารย์บ้างได้ไหม เขามาติดต่ออาจารย์ แล้วอาจารย์ก็รีบวิ่งไปช่วยเหลือทันทีเลยไหมการเข้าใจและเข้าถึงต้อง 2 ทาง ท่านรับสั่งว่าอย่างนี้ครับ ถ้าต่างคนต่างเข้าใจซึ่งกันและกันแล้ว การร่วมมือกันพัฒนาก็จะง่ายขึ้น” นอกจากนั้นสิ่งที่ย้ำเตือนสำหรับนักวิจัยที่ลงไปทำงานชุมชน ก็คือ การเข้าถึงชาวบ้าน ต้องเข้าถึงด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องเข้าไปอย่างนอบน้อมให้เหมือนกับว่าเราเป็นลูกหลาน เป็นพี่น้อง ก็จะทำให้เข้าใจและเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น ต้องไม่ดูถูกว่าชาวบ้านรู้น้อยกว่านักวิชาการอย่างเรา เพราะเขาเองก็มีองค์ความรู้ที่นักวิจัยอย่างเราไม่มีเช่นกัน “ศาสตร์ในโลกนี้ เราอาจจะแบ่งได้เป็น 3 ศาสตร์ ได้แก่ ศาสตร์ชาวบ้านที่ปู่ย่าตายายเราสอนมาเป็นหลายร้อยปี แล้วถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ ทำจนเชี่ยวชาญ ซึ่งเราเรียกว่าปราชญ์ชาวบ้าน ศาสตร์สากล ก็คือวิชาที่สอนตามมหาวิทยาลัยทั่วโลก ที่อาจารย์ไปเรียนมา และศาสตร์ของพระราชาซึ่งเป็นศาสตร์ที่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ได้ค้นคว้าศึกษา และรับสั่งทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม ศาสตร์ของพระราชาเป็นตัวอย่าง ให้นักวิชาการสมัยใหม่ ต้องลงไปหาชาวบ้าน ไปรับรู้ปัญหา ไปรับรู้แนวทางพัฒนา โดยผสมผสานศาสตร์ระหว่างศาสตร์ชาวบ้าน ศาสตร์สากล และศาสตร์ของพระราชา ถ้าอาจารย์เรียนรู้เรื่องได้นะครับ อาจารย์จะไม่เสียเวลาหลงทาง ทำให้งานวิจัย การประยุกต์การออบแบบเพื่อจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวชนบทดีขึ้นด้วย” สามารถติดตามผลการดำเนินกิจกรรมและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ได้ ที่เว็บไซต์ของมูลนิธิมั่นพัฒนา www.tsdf.or.th Manager online 23.07.18

อ่านเนื้อหาฉบับเต็ม







   




   
   
   

 

 

This site is copyright @ 2005 สำนักหอสมุดและศูนย์สารสนเทศวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
75/7 ถ.พระรามหก แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพ 10400
โทรศัพท์ : 0 2201 7252-6  โทรสาร : 0 2201 7251,65  e-mail : info@dss.go.th

Tuesday February 13, 2018 8:49 AM 8:49 PM
หน่วยงานนี้ทำข้อมูลโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการศึกษาค้นคว้าเท่านั้น มิใช่เพื่อการแสวงหาผลกำไร