|
กลางดึกของคืนวันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน พุทธศักราช2498
คณะบุคคลคณะหนึ่งมีจำนวน 8 คน
ประกอบไปด้วยสมาชิกพฤฒิสภาอาวุโส 3 ท่าน
ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว,
ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานและรองประธานพฤฒิสภา,
และนายกรัฐมนตรี ได้เข้าเฝ้าฯ
สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช
เพื่อกราบบังคมทูลอันเชิญเสด็จขึ้นครองราชย์สืบสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล
โดยมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ของรัฐสภา
ท่ามกลางความทุกข์โทมนัสที่ถาโถมล้อมรอบพระองค์ด้วยการที่ทรงสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
ในการจากไปของพระเชษฐาที่เป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่เล็กจนโต
จากการที่ทรงสูญเสียพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นคนไทยคนหนึ่ง
จากการที่ต้องทรงเห็นในพระราชชนนีต้องเสียพระทัย
เสียน้ำพระเนตรปิ่มว่าจะมิอาจทรงพระชนม์อยู่ต่อไปได้
แต่ก็เป็นเวลาที่ยุวกษัตริย์ซึ่งมีพระชนมายุเพียง 18
พรรษาเศษอย่างพระองค์จะต้องทรงตัดสินพระทัย
ด้วยสายตาพระโลหิตของบูรพกษัตริย์นักรบ
นักสู้ผู้กล้าหาญแห่งราชจักรีวงศ์
กับสายพระโลหิตของสมเด็จพระมหิดตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
ที่เปี่ยมไปด้วยความหวังดีต่อปวงชน และพระเมตตาอาทรต่อผู้ทุกข์ยาก
พระองค์จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะทรงรับพระราชภารกิจอันหนักหน่วงยิ่งที่รอคอยพระองค์อยู่เบื้องหน้า
ประหนึ่งว่าทรงตัดสินพระทัยแล้วที่จะทรงรับแผ่นดินไทยที่หนักอึ้งไว้บนพระอุระนับแต่วันนั้น
พระราชกรณียกิจแรกที่ต้องทรงปฎิบัติในทันที
เพื่อเตรียมพระองค์ที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไปคือ
การที่ต้องทรงเปลี่ยนแนวทางการทรงศึกษาของพระองค์
จากสายวิทยาศาสตร์ที่ทรงโปรดและทรงมุ่งมั่นที่จะทรงศึกษา
มาเป็นแนวของวิชาทางศิลปะ รัฐศาสตร์ การปกครอง ประวัติศาสตร์
ภาษาศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์ และการฑูต
ดูเหมือนจะเป็นการตรงกันข้ามกับสิ่งที่ทรงตั้งพระทัยไว้แต่แรกโดยสิ้นเชิง
นั่นคือความเสียสละประการแรกของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้เพื่อพสกนิกรชาวไทย
และในที่สุด
งานพระราชพิธีฉัตรมงคลเพื่อเฉลิมวาระการครองราชย์อย่างเป็นทางการตามโบราณราชประเพณีก็ได้กำหนดขึ้น
ในวันศุกร์ที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 หลังจากเสด็จนิวัตพระนคร
เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์
ณ
วันนั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จจากสรงพระมุรธาภิเษกแล้วเสด็จออก
ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ประทับเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร
ทรงรับพระสุพรรณบัตร เบญจราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์
เครื่องขัตติยราชูปโภค และพระแสงสัตราวุธจากพระมหาราชครูวามเทพมุนี
พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา และพระราชครูถวายพระพรชัยมงคล
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระบรมราชโองการตอบ
ทรงตั้งพระราชสัตยาธิษฐานในอันจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรมจรรยา
ด้วยพระราชดำรัสเพียงสั้นๆ ว่า
เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
สิ้นพระสุรเสียงด้วยประโยคสั้นๆ ประโยคนี้
ซึ่งมิได้เพียงเป็นแต่เพียงพระปฐมบรมราชโองการเท่านั้น
หากแต่เป็นเสมือนสิ่งที่ทรงตั้งสัตยาธิษฐานในวันอันศักดิ์สิทธิ์ ณ
สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เป็นอันที่ประดิษฐานองค์พระสยามเทวาธิราช
และทรงถือเป็นพระราชปณิธานตลอดมาของพระองค์
ทรงรับเป็นกษัตริย์เพื่อได้มีโอกาสช่วยเหลือประชาชาติอย่างเต็มที่
มิใช่เพื่อประโยชน์ของพระองค์เอง แต่เพื่อมหาชนชาวสยามทั้งสิ้น
ยิ่งในวันอาทิตย์ที่ 7 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินี เสด็จออกสีหบัญชรพระที่นั่งสุทไธยสวรรย์ปราสาท
ซึ่งไม่ว่าทั้งสองพระองค์จะทอดพระเนตรไปทางทิศใด
ก็ทรงเห็นแต่ประชาชนล้นหลามสุดสายพระเนตร
ทำให้ทรงอบอุ่นและทรงตื้นตันพระราชหฤทัย
กำลังพระทัยที่ทรงได้รับจากเหล่าพสกนิกรทำให้พระองค์ต้องทรงมีความเข้มแข็ง
และทรงมั่นพระทัยในสัมผัสแห่งพลังเท่านั้น
เพื่อที่จะยังประโยชน์สุขให้แก่มหาชนชาวสยามให้จงได้
เย็นย่ำวันหนึ่งบนยอดดอย
แสงอาทิตย์ลับขอบเขินไปแล้วเมื่อครู่ มีแต่เสียงใบไม้ที่ต้องลมพัด
เสียดสี กันแสกสาด
สลับกับเสียงกรอบแกรบของกลุ่มคนที่พากันลงมาจากยอดเขา
ดอยแล้วดอยเล่าตั้งแต่เมื่อบ่ายพลันเสียงสุนัขก็พากันเห่าขรม
พร้อมกับชาวไทยภูเขาห้าหกคนวิ่งกรูกันออกมาจากจากที่พำนักเพื่อมองหาผู้บุกรุก
ไม่ช้าพวกเขาก็รู้ว่าแขกที่มาเยือนยามใกล้ค่ำนั้นมิใช่ใครอื่น
หากแต่เป็นผู้ที่พวกเขาพากันเรียกว่า พ่อหลวง นั่นเอง
ทั้งหมดทรุดกายลงนั่ง ยกมือทูนท่วมหัว
ชาวบ้านอีกหลายคนทยอยกันมาเฝ้าแหนในชั่วเวลาไม่นาน
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า
เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ
พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์
ไม่เฉพาะการเสด็จฯ
เยี่ยมชาวบ้านตามหมู่บ้านห่างไกลในพื้นราบเท่านั้น
หากแต่บ่อยครั้งทีเดียว ทั้งที่สองพระองค์เสด็จฯ ด้วยพระบาทไปตามยอดดอย
ลูกแล้วลูกเล่า เพื่อเยี่ยมพสกนิกรที่อยู่ตามเขา ด้วยทรงตระหนักดีว่า
เขาเหล่านั้นก็คือคนไทยเฉกเช่นเดียวกัน
หากไม่ได้รับการดูแฃให้ดีเช่นชาวบ้านชาวเมืองพื้นราบแล้ว
การบุกรุกทำไร่เลื่อนลอยทำลายต้นน้ำลำธาร
และการปลูกฝิ่นเยี่ยงที่เคยทำกันมาหลายชั่วอายุ
ก็จะทำให้ชาวบ้านบนพื้นราบพลอยต้องเดือดร้อนไปด้วย
หนำซ้ำการทำไล่เลื่อนลอยหรือปลูกฝิ่นของเขาเหล่านั้นก็มิได้ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นแต่อย่างใด
โครงการหลวงหลากหลายโครงการ จึงเกิดขึ้นบนขุนเขาเหล่านั้น
เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาทำไร่ ทำเกษตรกรรมพืช ผัก ผลไม้เมืองหนาว
ได้อย่างเป็นหลักแหล่ง
และเปิดทางให้สามารถค้าขายสินค้าอย่างถูกต้องทั้งกฎหมาย และจริยธรรม
แล้วก็มาถึงวันที่ปลาร้องไห้ ที่ปลายด้ามขวาน...
จากเหนือสุดของแผ่นดิน สู่จุดปลายขวาน
แผ่นดินที่เต็มไปด้วยพรุ และดินเปรี้ยว
ที่ไม่สามารถปลูกผลอะไรได้แม้แต่อย่างเดียว
ด้วยพระอัจฉริยภาพ ทรงมีพระราชดำริให้ขุดทองทำทางน้ำ
และประตูกั้นน้ำตามจุดต่างๆ
เพื่อเอาน้ำจืดเข้ามาเจือจางไล่น้ำเปรี้ยวทิ้งลงทะเล
ไม่นานแผ่นดินปลายขวานก็ได้ผืนดินที่สามารถปลูกพืชผลได้งอกงามมากมาย
เย็นวันนั้นทั้งสองพระองค์เสด็จฯ
เยี่ยมประชาชนในเขตพัฒนาพื้นที่ที่พรุเหมือนเช่นเคย นายอูเซ็ง
ชายชาวไทยมุสลิมจากบ้านปาตาตีมอที่เฝ้ารอรับเสด็จฯ อยู่ด้วย
ก็จู่เข้าถวายฎีกาพลางร่ำไห้ด้วยเสียงอันดัง แล้วถวายภาพถ่าย 1 ชุด
ซึ่งเป็นภาพถ่ายของปลากะพงที่เลี้ยงในกระชังในบริเวณแม่น้ำกอตอตายลอยแพเป็นพันเป็นหมื่นตัว
แม่น้ำกอตอเป็นสาขาของแม่น้ำสายบุรี
แม่น้ำทั้งสองจะไหลลงทะเลบริเวณปากน้ำสายบุรี
จุดที่เลี้ยงปลากะพงของอูเซ็งอยู่ใกล้กับปากน้ำ
การปล่อยน้ำเปรี้ยวจากพรุบาเจาะไหลผ่านคลองไม้แก่นและคลองกอตอ
ผ่านจุดที่เลี้ยงปลากะพงในกระชังก่อนจะไหลออกทะเล
ทำให้ปลากะพงของชาวบ้านที่เลี้ยงในกระชังตายจำนวนมาก
รวมทั้งปลาของนายอูเซ็งด้วย
ด้วยพระอารมณ์ขันของพระองค์ท่าน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสด้วยประโยคสั้นๆ ว่า ปลาร้องไห้
จะต้องหาทางแก้ไข
พระองค์ทรงเปิดแผนที่เพื่อทอดพระเนตรแม่น้ำกอตอซึ่งเป็นจุดที่เลี้ยงปลากะพงมาก
และเส้นทางที่ปล่อยน้ำเปรี้ยวจากพรุบาเจาะ ลงสู่แม่น้ำสายนี้
ทรงศึกษาหาวิธีการที่จะป้องกันมิให้ปล่อยน้ำเปรี้ยวจากพรุบาเจาะลงสู่แม่น้ำสายนี้อีก
และทรงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบวางแผนป้องกันระยะยาว
นับแต่วันนั้น
ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน
หมู่บ้านปาตาตีมอก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
และปลาจะไม่มีวันร้องไห้อีกต่อไปแล้ว
ทรงมีพระราชดำรัสกับผู้ใกล้ชิดเสมอว่า
การจะทำอะไรให้กับประชาชน ต้องจำหลักไว้เสมอว่า เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา
หมายถึงต้องการกระทำที่เข้าใจในปัญหาอย่างแท้จริง
เข้าถึงประชาชนที่จะได้รับการช่วยเหลือ
และได้รับความเห็นชอบยินยอมพร้อมใจที่จะร่วมกันทำ จากนั้นจึงเริ่มพัฒนา
งานทุกอย่างจึงสัมฤทธิผล
แผ่นดินอีสาน ผืนดินที่ราบสูงที่แตกระแหง ขาดน้ำ
เพาะปลูกอะไรก็ไร้ผล ยามที่พระองค์ท่านเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรในภาคอีสาน
พระองค์ทรงตระหนักถึงความแห้งแล้งของอากาศและผืนดินที่แห้งแล้งด้วยขาดฝนหล่อเลี้ยง
ทรงแหงนทอดพระเนตรไปบนท้องฟ้า ฟ้ามีเมฆ
แต่ทำไมเมฆไม่เทเป็นฝนลงมาให้ความชุ่มชื้นกับแผ่นดินบ้างเลย
ปี พ.ศ. 2498
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแนวพระราชดำริเกี่ยวกับ ฝนเทียม
หรือ ฝนหลวง ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล
วิศวกรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำไปศึกษา วิจัยและในวันที่ 20 กรกฎาคม ปี
พ.ศ. 2512
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็เริ่มการปฏิบัติฝนเทียมครั้งแรกเหนือบริเวณเขาใหญ่
และพอปี พ.ศ. 2514
ก็มีการนำเอากรรมวิธีทำฝนเทียมไปช่วยเหลือราษฎรตามที่ต่างๆ ต่อๆ มา
และคณะรัฐมนตรีมีมติให้เปลี่ยนชื่อจาก ฝนเทียม เป็น ฝนหลวง
ในปี พ.ศ. 2518
ไม่ว่าคนไทยหรือต่างชาติ
ที่เคยมีโอกาสเข้าไปเที่ยวชมภายในบริเวณพระตำหนัก สวนจิตรลดา
ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่มีพระราชวังไหนในโลกเหมือนที่นี่
เพราะแทนที่เขตพระตำหนักจะประดับประดาด้วยสวนไม้ดอกไม้ใบ
งานประติมากรรมสลักเสลาอย่างสวยงาม เฉกเช่นพระราชวังอื่นๆ ทั่วโลก
สวนจิตรลดากลับเต็มไปด้วยบ่อเลี้ยงปลา ไร่นาทดลอง โรงเลี้ยงโคนม
โรงสีข้าว โรงทำนมผง โรงนมอัดเม็ด และโรงงานอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย
เช่นนี้กระมังที่มักมีคนพูดอีกเช่นกันว่า
ไม่มีช่องว่างแม้แต่น้อยระหว่างเกษตรกรกับพระมหากษัตริย์
เพราะพระองค์ท่านทรงงานทุกอย่างด้วยพระองค์เองเช่นเดียวกับพสกนิกรของท่าน
หรืออาจจะหนักกว่าเสียด้วยซ้ำ
ยามกันดารน้ำแล้ง แผ่นดินแห้งแตกระแหง
พระกษัตริย์ไทยพระองค์นี้มิใช่หรือ ที่ทรงยอมตรากตรำ
อาบพระเสโทหาทางจัดการชลประทานบ้าง ฝนหลวงบ้างเพื่อมาสู้กับภัยแล้ง
ยามอุทกภัยท่วมท้น น้ำล้นหลากหลาม
พระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้มิใช่หรือ ที่ทรงเสด็จฯ
สำรวจด้วยพระองค์เองหาทาง พระราชทานแนวคิด แก้มลิง มาช่วยแก้
ยามที่แผ่นดินวิกฤติล้มละลาย
ก็พระมหากษัตริย์พระองค์นี้มิใช่หรือ ที่พระราชทานแนวทาง
เศรษฐกิจพอเพียง ปรัชญา ขาดทุนคือกำไร
อย่างที่ไม่มีตำราเศรษฐศาสตร์ที่ไหนในโลกเขียนไว้
และไม่มีนักเศรษฐศาสตร์คนใดกล่าวถึง แต่ช่างได้ผลวิเศษ
หากใครผู้นั้นรับใส่เกล้าไปปฏิบัติ
กี่ครั้งแล้วที่แผ่นดินนี้เกิดปัญหา เกิดความขัดแย้ง
ไม่ว่าจะเป็นการขัดแย้งทางความคิดบ้าง ทางความเชื่อบ้าง
ทางการเมืองบ้าง หลายต่อหลายครั้งแผ่นดินแทบจะลุกเป็นไฟ
และอีกหลายต่อหลายครั้งที่เลือดและน้ำตาแทบจะนองแผ่นดิน
แต่ไม่ว่าที่ไหนที่แผ่นดินร้อนระอุ หากที่นั่นเป็นแผ่นดินไทย
มิไยที่จะมีภยันตรายรอบข้าง ทั้งที่มองเห็นและแอบซ่อนอยู่
ที่นั่นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์นี้พร้อมเสมอที่จะทรงด้นดั้นดับไฟร้อนให้
เช็ดน้ำตาให้ ปลอบโยน พร้อมทรงสั่งสอนให้รู้รักสามัคคี
เกือบ 60 ปีแล้ว
นับจากวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตอบรับการทูลอันเชิญขึ้นครองราชย์
โครงการเกือบพันโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ได้ทรงริเริ่ม
พัฒนา และพระราชทานแก่มหาชนชาวสยาม
ทุกโครงการที่ทรงมีพระราชดำริเพื่อพสกนิกร
ล้วนจะต้องเริ่มด้วยการศึกษาหลักการที่แท้จริงจนถูกต้องแน่นอนเสียก่อน
ไม่มีพระราชดำริใดเลยที่จะเกิดขึ้นก่อนที่จะทรงมั่นพระทัย
จะหาแผ่นดินไหนที่ในโลก
ที่จะมีพระมหากษัตริย์ผู้ห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ท่านยิ่งกว่าพระองค์เอง
ยามใดที่ทวยราษฎร์มีทุกข์
ยามนั้นพระองค์ท่านย่อมทุกข์ยิ่งกว่า
ยามใดที่ทวยราษฎร์มีความสุข
ยามนั้นพระองค์ท่านก็จะเบาพระทัยและทรงพระเกษมสำราญด้วยเช่นกัน
จะหาแผ่นดินไหนที่ในโลก ที่พระประมุขของชาติ
ทรงงานหนักยิ่งกว่าข้าแผ่นดิน สมกับคำว่า กษัตริย์ผู้ทรงงาน โดยแท้
จะหาแผ่นดินไหนที่ในโลก
ที่ราชกับราษฎร์สามารถอยู่ใกล้ชิดกันได้ เล่าสุขเล่าทุกข์ยากถวายได้
อย่างไม่มีอะไรมากั้นกีดขวางเช่นนี้
จะหาแผ่นดินไหนที่ในโลก ที่มีศูนย์รวม
หล่อหลอมหัวใจให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยความจงรักภักดี
และจะหาแผ่นดินไหนที่ในโลก
ที่จะได้เห็นดวงประทีปเปลวเทียนวับแวมวาววามทั่วทั้งแผ่นดิน
พร้อมเสียงสาธุการถวายชัย ทรงพระเจริญ อย่างพร้อมเพรียง
ด้วยดวงตาที่อิ่มเอิบ ปริ่มเปรมไปด้วยน้ำตาแห่งปีติ
ด้วยดวงใจที่จงรักภักดี พร้อมถวายได้แม้ชีวิตเป็นราชพลี
แผ่นดินนี้แผ่นดินเดียว
แผ่นดินเดียว
แผ่นดินเดียวจริงๆ
 |