พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญของ "ภาษาไทย"
 
        ด้วยทรงตระหนักว่าเป็นภาษาประจำชาติ ซึ่งไม่ได้สำคัญเพียงใช้พูด อ่าน และเขียนเท่านั้น แต่ในความเป็นภาษาของชาติ ยังได้แสดงถึงความเป็นเอกราช ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของใคร ภาษาไทยจึงมีเอกลักษณ์ที่เป็นของตนเอง คนไทยทุกคนจึง ควรภูมิใจในมรดกอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษไทยได้คิดค้นขึ้นมา
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระอัจฉริยภาพทางด้านภาษาและหนังสืออย่างยอดเยี่ยม ทรงสนพระราชหฤทัยและทรงศึกษาภาษาไทยอย่างลึกซึ้งจนทรงแตกฉานด้านภาษาไทย ซึ่ง ปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดในกระแสพระราชดำริ พระบรมราโชวาท หรือพระราชดำรัสที่พระราชทานแก่บุคคลและคณะบุคคลในวโรกาสและสถานที่ต่างๆ
ทรงมีพระเมตตาห่วงใยในการใช้ ภาษาไทย การออกเสียง และการบัญญัติศัพท์ ดังเช่นกระแสพระราชดำรัสเมื่อครั้งเสด็จไปร่วม ประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2505 มีความบางตอนดังนี้
        "ภาษาไทยเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดี เป็นต้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาไว้ให้ดี… เรามีโชคดีที่มีภาษาเป็นของตนเอง แต่โบราณกาล อย่างหนึ่งต้องรักษาไว้… ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษานี้มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือให้ออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบเป็นประโยคนับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือ ความร่ำรวยในคำภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้… การบัญญัติศัพท์ใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกัน จำเป็น แต่อันตราย… คำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็น ทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรใช้คำเก่าๆที่มีอยู่ ไม่ควรตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก และผู้ที่ตั้งคำนั้นต้องรู้คำและหลักภาษาลึกซึ้งทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ…"
        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงส่งเสริมและสนับสนุนให้คนไทยใช้ภาษาไทยในทุก ภูมิภาค แม้ในบางท้องถิ่นมีการใช้ภาษาถิ่น เช่น ชาวเขาเผ่าต่างๆ ชาวกะเหรี่ยง ชาวไทยมุสลิมในภาคใต้
ก็จะพระราชทานพระราชดำริให้หน่วยงานที่รับผิดชอบสอนภาษาไทยให้แก่คนเหล่านี้ เพื่อที่จะได้พูดภาษาไทยในการติดต่อสื่อสารกัน การที่ทรงพระปรีชาญาณ ทรงวิจารณ์และพระราชทานกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับภาษาได้อย่างลึกซึ้ง ส่วนหนึ่งเนื่องจากการฝึกฝนของพระองค์ในยามว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจ ทำให้ทรงแตกฉานด้านภาษาไทย ซึ่งจะเห็นได้จากงานพระราชนิพนธ์ของพระองค์หลายเรื่อง เช่น
- พระราชกิจรายวันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
- เมื่อข้าพเจ้าจากสยามมาสู่สวิตเซอร์แลนด์
- พระราชนิพนธ์พระมหาชนก นอกจากนี้ ยังมีพระราชนิพนธ์แปลและบทความต่างๆ อีกหลายเรื่อง อาทิ
- นายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ
- ติโต
- เศรษฐศาสตร์ตามนัยของพระพุทธศาสนา บทที่ 4 เล็กดีรสโต
         ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อภาษาไทยและหนังสือไทยอย่างมากมายนี้ จึงทรงได้รับการยกย่องเทิดทูนจากองค์กรต่างๆ เช่น คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ สำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทูลเกล้าฯถวายพระราชสมัญญา "อัครศิลปิน" เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2529 พระมหากรุณาธิคุณอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับแนวคิดใหม่ทางวรรณกรรมคือ ทรงเห็นว่า ควรมีหนังสือชุดที่ช่วยให้เยาวชนไทยสามารถศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเอง แม้ว่าจะไม่มีโอกาสเรียนต่อในระดับสูงก็สามารถค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในยามที่มีปัญหาการขาดแคลนครูและสถานที่เรียน หนังสือสารานุกรมจะช่วยคลี่คลายได้
         หนังสือชุดนี้ก็คือ "สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จึงมีพระราชดำรัสให้จัดตั้งโครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ
เพื่อดำเนินการสร้างหนังสือสารานุกรมไทยฯ ฉบับใหม่ชุดหนึ่ง มีความมุ่งหมายที่จะนำวิชาการแขนงต่างๆที่ควรศึกษา ออกเผยแพร่แก่เยาวชนให้แพร่หลายและทั่วถึง เพื่อเยาวชนจัก ได้หาความรู้ช่วยตัวเองได้โดยการอ่านหนังสือ