ประชาสัมพันธ

"การงานที่เข้าไปทำนั้นเป็นงานที่มีโครงการดำเนิน
ต่อเนื่องกันมากแล้วตัวท่านเป็นผู้ที่จะเข้าไปร่วมเสริม
กำลังงานให้ประสิทธิภาพยิ่งขึ้นจำเป็นจะต้องศึกษา
งานที่จะทำให้ทราบโดยตลอดก่อนว่ามีวัตถุประสงค์
และโครงการเป็นอย่างไรมีระเบียบวิธีการปฏิบัติวางไว้
อย่างไรด้วยเหตุผลอะไรเมื่อศึกษาพื้นฐานของงาน
ให้เห็นโดยถ่องแท้แล้วท่านก็จะทราบได้อย่างถูกต้อง
แน่นอนว่าควรจะเสริมกำลังงาน ณ จุดใด โดยวิธีใด ทำให้สามารถใช้วิชาความรู้พร้อมทั้งความคิด
สติปัญญาได้เต็มภาคภูมิ"

พระบรมราโชวาท
ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร และอนุปริญญาบัตร
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
๑๓ กรกฎาคม ๒๕๑๕

 
ส่วนที่ 1
ส่วนที่ 2
ส่วนที่ 3

 



โครงการในพระราชดำริของในหลวง
          
เมื่อปี2543คณะรัฐมนตรีมีมีมติเห็นชอบ
ถวายการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว
ในฐานะที่ทรงเป็น "พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย " โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ
วันที่
12 ธ.ค. พร้อมทั้งกำหนดให้วันที่ 19 ต.ค. ของทุกปีเป็น "วันเทคโนโลยีของไทย" ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงอำนวยการสาธิตฝนเทียมสูตรใหม่ครั้งแรก
ของโลกที่เขื่อนแก่งกระจานและสามารถบังคับ
ให้ฝนตกลงตรงเป้าหมายจนประสบความสำเร็จ
เป็นที่ประจักษ์ในพระปรีชาสามารถ
       

         ตลอด60ปีภายใต้ร่มฉัตรแห่งพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพสกนิกรชาวไทยต่างซาบซึ้ง
ในพระมหากรุณาธิคุณและต่างรู้ซึ้งถึง
พระอัจฉริยภาพรอบด้านของพระองค์โครงการ
พระราชดำริหลายโครงการนอกจากจะแสดงถึง
ความห่วงใยของพระองค์ที่ทรงมีต่อปวงชน
ชาวไทยแล้วยังยืนยันถึงพระปรีชาสามารถ
ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย

       เนื่องในวโรกาสสำคัญแห่งการฉลองการ
ครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
“ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ ”ขอน้อมรำลึกถึง
พระอัจฉริยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์


        และเทคโนโลยีผ่านโครงการพระราชดำริ
ที่สำคัญๆซึ่งทำให้คนไทยได้ประจักษ์ว่าพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าถึงธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมอย่างถ่องแท้และทรงปรับใช้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงความ
เป็นอยู่ของพสกนิกรให้อยู่ดีกินดีตามวิถีแห่งความ
พอเพียงตลอดมา

โครงการในพระราชดำริของในหลวงมีมากมาย

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Science/Vie
wNews.aspx?NewsID=9470000071453

                   “ แหลมผักเบี้ย-หนองหาร ”                     โครงการรักษ์สิ่งแวดล้อม
       
       
สิ่งแวดล้อมเป็นอีกปัญหาที่ได้รับการแก้ไข
ด้วยโครงการพระราชดำริโดยส่วนของโครงการศึกษา
วิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยเป็น
โครงการตามแนวพระราชดำริในการบำบัดน้ำเสีย กำจัดขยะมูลฝอย และรักษาสภาพป่าชายเลน ทั้งนี้ แบ่งการบำบัดเป็น 2 ส่วนคือ ระบบบำบัดหลัก และ ระบบบำบัดรอง สำหรับระบบบำบัดหลักนั้น ซึ่งมีบ่อสำหรับตกตะกอนและปรับสภาพน้ำเสียจำนวน 5บ่อโดยส่งน้ำเสียผ่านท่อไปยังบ่อบำบัดและในบ่อ
สุดท้าย จะมีคณะวิจัยตรวจสอบคุณภาพน้ำก่อนส่งต่อ

     ส่วนระบบบำบัดรองนั้นอาศัยการบำบัดโดยธรรมชาติ ประกอบด้วย1.ระบบบึงชีวภาพซึ่งจะปลูกพืชที่สามารถ
เจริญได้ดีในน้ำขังเสียดูดซับสารพิษและสารอินทรีย์ได้ เช่น กก อ้อ เป็นต้น
2. ระบบกรองน้ำเสียด้วยหญ้า เช่น หญ้าเนเปีย หญ้าแฝกหญ้านวลน้อยหญ้ารูซี่เป็นต้นโดยจะส่งน้ำเสีย
ไปขังในแปลงหญ้าเป็นระยะๆ และ
3. ระบบกรองด้วยป่าชายเลนโดยในพื้นที่ป่าชายเลน
จะปลูกโกงกางแสมขาวเป็นต้นเพื่อให้มีสภาพใกล้เคียง ธรรมชาติน้ำที่ผ่านป่าชายเลนก็จะได้การบำบัด
ตามธรรมชาติ
    
   
       นอกจากนี้ยังมีโครงการตามพระราชดำริเพื่อบำบัด
น้ำเสียในอ.เมืองจ.สกลนครทั้งนี้พระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริิให้วิจัยและพัฒนาระบบ
บำบัดน้ำเสียโดยได้ทรงทอดพระเนตรน้ำเสียบริเวณ
หนองสนมข้างโรงงานผลิตน้ำประปาซึ่งมีแนวทางแก้คือ
รวบรวมน้ำเสียมาระบายลงหนองหาเป็นจุดเดียวกันเพื่อ
จัดทำโครงการบำบัดน้ำเสียโดย
วิธีธรรมชาติรวมกับการใช้เทคโนโลยีแบบประหยัด        

    น้ำเสียจากตัวเมืองสกลนครจะถูกรวบรวมโดยระบบ
ท่อส่งและผ่านการบำบัดให้ดีในระดับหนึ่ง ก่อนส่งต่อไปยังแปลงพืชน้ำบำบัดแล้วระบายลงสู่
หนองหารต่อไป สำหรับพืชน้ำที่ใช้บำบัดน้ำเสีย ได้แก่ ธูปฤาษี กกเล็ก แพงพวยน้ำ บอน ผักตบชวา หญ้าปล้องละมาน เป็นต้น

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Science/Vie
wNews.aspx?NewsID=9490000075326

           “ ฝนหลวง ” เย็นชุ่มฉ่ำหัวใจไทยมิรู้ลืม

                      

         เป็นโครงการสำคัญที่คนไทยรู้จักดี และเมื่อปี 2548ที่เพิ่งผ่านไปนั้นฝนหลวงก็ได้เทลงมาให้
หัวใจไทยชุ่มฉ่ำอีกครั้งและช่วยชะล้างความทุกข์
ในใจชาวไทยจากปัญหาภัยแล้งช่วงกลางปีใน
หลาย พื้นที่ ซึ่งระดับน้ำในเขื่อนทั้ง 13 แห่งทั่วประเทศลดลงจนอยู่ในขั้นวิกฤต โดยผลจากการกู้ภัยแล้งด้วยโครงการหลวง
ก็สามารถบรรเทาวิกฤตดังกล่าวได้อย่างน่าพอใจ
      
        ทั้งนี้โครงการฝนหลวงเกิดจากพระราชดำริของ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งเสด็จ
พระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวัน
ออกเฉียงเหนือเมื่อปี 2498 และทรงสังเกตเห็นว่าบนท้องฟ้ามีเมฆปกคลุม
แต่ไม่รวมตัวกันให้เกิดฝน จึงมีพระราชดำริว่าน่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์ มาช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อตัวเป็นเมฆฝนได้ จนกระทั่งมีการจัดตั้ง
“สำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ” ซึ่งดำเนินงานฝนหลวงมาจนถึงปัจจุบัน
 
        หลักการทำฝนหลวงมีขั้นตอนโปรย
“ผงเกลือแป้ง”เพื่อเป็นแกนในการดูดความชื้นใน
อากาศจากนั้นใช้สารเคมีอีกหลายชนิดเพื่อช่วยใน
การเพิ่ม แกนเม็ดไอน้ำ (Nuclii) เช่น เกลือแกง ยูเรีย แอมโมเนียไนเตรตและน้ำแข็งแห้ง เป็นต้น จนเมื่อเมฆเติบโตและเคลื่อนสู่เป้าหมายก็ใช้เทคนิคจู่
โจมกลุ่มเมฆโดยโปรยเกลือโซเดียมคลอไรด์ทับยอด
เมฆและฐานเมฆและโปรยผงยูเรียเพื่อให้อุณหภูมิลด
ลงทำให้เกิดเม็ดน้ำขนาดใหญ่แล้วตกกลายเป็นฝน

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
http://www.manager.co.th/Science/Vie
wNews.aspx?NewsID=9490000075326

(C) โรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์