- รายละเอียด
- หมวด: JM-Sample-Data
- ฮิต: 9970
การตรวจเชื้อเพื่อยืนยันผู้เข้าข่าย และยืนยันผู้ป่วย Covid-19 เป็นงานที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญสูง โดยปัจจุบันทำได้โดยบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ซึ่งการรายงานผลที่ผิดพลาดอาจทำให้ผู้เข้ารับการตรวจเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าตัวเองไม่ติดเชื้อ จนอาจละเลยการดูแลป้องกันตนเอง ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อต่อไปได้
- รายละเอียด
- หมวด: JM-Sample-Data
- ฮิต: 9401
โควิดฆ่าเซลล์ภูมิคุ้มกัน - เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ รายงานผลการศึกษาไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ก่อโรคโควิด-19 ที่น่าตกตะลึง ว่ามันมีฤทธิ์เดชที่ฆ่าเซลล์ภูมิคุ้มกัน แทนที่มันจะถูกเซลล์ภูมิคุ้มกันฆ่า จนระบบภูมิคุ้มกันโรคเสียหาย คล้ายกับที่พบในผู้ติดเชื้อเอชไอวี
การศึกษานี้เผยแพร่ในเว็บไซต์วารสาร Cellular & Molecular Immunology เป็นผลงาน นักวิจัยจากเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน นำโดย ลู่ ลู่ มหาวิทยาลัยฝูตัน และเจียง สือปอ จากศูนย์โลหิต นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ประสานงานใกล้ชิดกับแพทย์ที่อยู่แนวหน้าในการรักษาผู้ป่วยโควิด ร่วมกันศึกษาไวรัสโคโรนา Sars-CoV-2 ที่ทำให้ป่วยเป็นโรคโควิด-19 ในห้องทดลอง ค้นพบฤทธิ์เดชของเชื้อที่น่าตกตะลึงดังกล่าว
A computer image created by Nexu Science Communication together with Trinity College in Dublin, shows a model structurally representative of a betacoronavirus which is the type of virus linked to COVID-19, /via REUTERS
ปกติแล้ว T lymphocytes หรือ ทีเซลล์ มีบทบาทหลักในการจับเป้าหมายและทำลายเชื้อแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย แต่ระหว่างที่ทีเซลล์เข้าไปจับเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส แล้วเจาะรูเพื่อฉีดสารเคมีที่มีพิษเข้าไปในเซลลแปลกปลอมนั้น สารเคมีกลับฆ่าไวรัสทั้งเซลล์เจ้าถิ่นและเซลล์ที่ติดเชื้อแล้วฉีกเซลล์ออกเป็นชิ้นๆ
เรื่องที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประหลาดใจมากในการทดลองครั้งนี้ คือ ที เซลล์กลายเป็นเหยื่อล่อของไวรัสโคโรนาเสียเอง แทนที่จะเป็นตัวฆ่าไวรัส
นักวิทยาศาสตร์พบโครงสร้างพิเศษในโปรตีนหนาม มีลักษณะเหมือนถูกกระตุ้นให้หลอมรวมเปลือกไวรัสและเยื่อหุ้มเซลล์จังหวะที่สองฝ่ายเจอกัน จากนั้นยีนของไวรัสก็บุกเข้าไปในทีเซลล์แล้วจับทีเซลล์เป็นตัวประกัน ทำลายกลไกการคุ้มกันโรคของมนุษย์
เมื่อนักวิจัยวิทยาศาสตร์ทดลองแบบเดียวกันนี้กับไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ ซาร์ส (Sars) ที่เคยระบาดใหญ่เมื่อปี 2546 กลับไม่พบว่ามันจะมีศักยภาพที่จะติดเชื้อในที เซลล์
เหตุผลที่ต้องสงสัยคือ ไวรัสโรคซาร์สไม่มีกลไกการหลอมรวมเยื่อหุ้มเซลล์ ทำได้แค่ติดเชื้อเข้าไปในเซลล์ที่มีตัวรับโปรตีน ACE2 อยู่ ซึ่งโปรตีนนี้มีต่ำมากอย่างยิ่งในทีเซลล์
การศึกษาสอบสวนว่าการติดเชื้อของไวรัสโคโรนาในทีเซลล์นั้นจะช่วยให้เกิดความคิดใหม่เกี่ยวกับกลไกการก่อโรคและการแทรกแซงแนวทางการรักษา
แพทย์ที่ทำงานรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ประจำโรงพยาบาลรัฐที่กรุงปักกิ่ง กล่าวว่า การค้นพบนี้นับว่าเพิ่มหลักฐานที่วิตกกังวลกันในวงการแพทย์ว่า ไวรัสโคโรนาอาจมีฤทธิ์เดชจู่โจมระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของมนุษย์
"มีคนมากขึ้นๆ ที่เปรียบเทียบกับเอชไอวี" หมอที่ปักกิ่งให้ความเห็น
นอกจากนี้ ยังมีนักวิจัยที่สถาบันภูมิคุ้มกันร่างกายของกองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีนและคณะ เผยแพร่รายงานเตือนว่า ระหว่างการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 พบว่าจำนวนทีเซลล์ลดต่ำลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้สูอายุ และผู้ที่รักษาอยู่ในห้องไอซียู ยิ่งทีเซลล์มีน้อยลงเท่าใด ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก็มีมากขึ้น
ข้อสังเกตนี้ยังยืนยันได้จากการชันสูตรพลิกศพคนไข้มากกว่า 20 ราย พบว่าระบบภูมิคุ้มกันถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ความเสียหายของอวัยวะภายในคล้ายกับการผสมผสานโรคซาร์สและโรคเอดส์
ยีนที่มาจากการหลอมรวมใน Sars-CoV-2 ยังไม่พบในไวรัสโคโรนาชนิดอื่นๆ เลย ทั้งในมนุษย์และในสัตว์
หากมองไวรัสที่ทำให้เป็นโรคเอดส์และอีโบลาแล้ว จะพบสถานการณ์ที่คล้ายกันว่า ไวรัสโคโรนาอาจแพร่อยู่อย่างเงียบๆ ในสังคมมนุษย์มานานแล้ว ก่อนเกิดการระบาดใหญ่
แต่สิ่งที่แตกต่างชัดเจนระหว่าง Sars-CoV-2 กับ HIV จากการศึกษาของลู่และเจียง คือ เชื้อเอชไอวี ทำสำเนาในทีเซลล์ได้ แล้วใช้สำเนานั้นเป็นโรงงานผลิตสำเนาที่จะให้เชื้อลามไปยังเซลล์อื่นๆ ส่วนไวรัสโคโรนาเมื่อเข้าไปยังทีเซลล์แล้ว มันและทีเซลล์ต่างลงเอยตายไปด้วยกัน
นี่ทำให้เกิดคำถามว่า เมื่อไวรัสโคโรนาเข้าไปอยู่ในร่างกายแล้วหลายสัปดาห์ แต่คนไข้ไม่แสดงอาการป่วยใดๆ เชื้อนี้มีปฏิกิริยาอย่างไรกับทีเซลล์ของคนไข้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ส่วนคนไข้ที่อาการหนักอาจเผชิญกับภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านเกินจนทำลายเซลล์ดีในร่างกาย
แต่ไวรัสโคโรนาที่ก่อโควิด-19 จู่โจมเข้าไปได้อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ยังไม่เข้าใจเลย
ที่มา : Khaosod online 12 เมษายน 2563 [https://www.khaosod.co.th/around-the-world-news/news_3934827]
- รายละเอียด
- หมวด: JM-Sample-Data
- ฮิต: 8362
คำตอบ :
ในทางการแพทย์ มีอาการสำคัญบางอย่างที่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณอาจเป็นโรคไต เช่น
-ปัสสาวะขัดหรือลำบาก
- ปัสสาวะกลางคืนหรือบ่อยกว่าปกติ
-ปัสสาวะเป็นเลือด ขุ่น มีฟองหรือมีสีน้ำล้างเนื้อ
- อาการบวมที่รอบตาบวมหรือหลังเท้า
-ปวดเอว
-ความดันเลือดสูง
รายชื่อเอกสารที่เกี่ยวข้อง :
ปิยวรรณ กิตติสกุลนาม. คัดกรอง ป้องกัน รู้ทัน โรคไต. หมอชาวบ้าน. ปีที่ 41, ฉบับที่491 (มีนาคม) 2563, หน้า 65.
"สุวิทย์" สั่งทำวิจัยเร่งด่วนรับมือไวรัสโคโรนา... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/it/755587
- รายละเอียด
- หมวด: JM-Sample-Data
- ฮิต: 7436
กระทรวงอว.เผยโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยทั่วประเทศพร้อมรับมือไวรัสโคโรนา มอบหมาย วช.ให้ทุนทำวิจัยเร่งด่วน พร้อมต่อยอดงานวิจัยผ้ากันไรฝุ่น ปรับใช้เป็นหน้ากากอนามัยแบบซักได้ แก้ปัญหาการขาดแคลน
เมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ถนนศรีอยุธยา ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา ฯ เรียกประชุมคณบดีคณะแพทยศาสตร์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลของโรงเรียนแพทย์จากทั่วประเทศ กว่า 20 หน่วยงาน รวมถึงหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เพื่อซักซ้อมเตรียมการและสร้างความมั่นใจในความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ การดูแลผู้ป่วย ตลอดจนเครื่องมือ อุปกรณ์ ยาและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาลภายในสังกัดกระทรวงอว.สามารถให้บริการ ดูแลประชาชน ตรวจวินิจฉัยและรองรับผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ ทั้งนี้ได้มีการประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพร้อมปฏิบัติตามทุกมาตรการที่เกิดขึ้น รวมทั้งกำหนดมาตรการและแนวทางการดูแลนักศึกษาไทยในประเทศจีน และนักศึกษาจีนที่มาศึกษาต่อในประเทศไทย
ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า จากการหารือและตรวจสอบความพร้อมของโรงพยาบาลอยู่ภายใต้สังกัดกระทรวง อว. ซึ่งมีอยู่ 23 แห่ง จำนวนกว่า 14,475 เตียง และมีแพทย์พยาบาลที่มีประสบการณ์ มากกว่า 23,758 คน พบว่ามีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ที่พร้อมรับมือกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนาดังกล่าวได้อย่างทันท่วงที และกระทรวงจะทำการวิจัยเชิงรุกเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว โดยมอบหมายให้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนงานวิจัยเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องกับไวรัสโคโรนา
ด้าน ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) กล่าวว่า การรับมือเรื่องไวรัสโคนา ในส่วนขององค์ความรู้ด้านการวิจัย กระทรวงอว. โดยวช.ได้มีการสนับสนุนทุนวิจัยเร่งด่วน ทั้งด้านการศึกษาตัวเชื้อไวรัสและลักษณะของพันธุกรรม มีการพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ เพื่อศึกษาโอกาสและแนวโน้มในการระบาดของโรค มีการพัฒนาชุดตรวจและวินิจฉัยโรคที่รวดเร็วและแม่นยำ
รวมถึงเร่งการพัฒนายาและวัคซีน นอกจากนี้จะมีสังเคราะห์ข้อมูลทางวิชาการที่เกี่ยวข้องโดยเครือข่ายนักวิจัยและอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ และจัดให้มีศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการวิจัยและวิชาการเพื่อเชื่อมโยงการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานอื่นๆอีกด้วย
อย่างไรก็ดีในที่ประชุมดังกล่าว ส่วนของมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลในสังกัด ได้มีข้อกังวลในเรื่องของอุปกรณ์ทางการแพทย์ ในกรณีหากมีการแพร่ระบาดเป็นจำนวนมาก จึงขอให้กระทรวงอว.สนับสนุน อุปกรณ์ทางการแพทย์ดังกล่าว รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้องกันโรคให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เช่น หน้ากากอนามัย ซึ่งต้องใช้เป็นจำนวนมาก
สำหรับการวิจัยที่จะแก้ปัญหาการขาดแคลนหน้ากากอนามัยที่ใช้ป้องกันโรคดังกล่าวรวมถึงฝุ่นพีเอ็ม 2.5 นั้น ศ.นพ. สิริฤกษ์ เปิดเผยว่าขณะนี้กระทรวงอว.โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน)หรือทีเซลส์ ได้ร่วมกับโรงพยาบาลศิริราชและภาคเอกชน จะต่อยอดผลงานวิจัยผ้ากันไรฝุ่น ที่พัฒนาแล้วเสร็จและอยู่ระหว่างการทดสอบใช้งาน มาปรับใช้ด้วยการออกแบบเป็นหน้ากากอนามัย ที่มีคุณภาพพิเศษสามารถกันฝุ่นได้ตั้งแต่ 0.1 -0.3 ไมครอน สามารถซักและเปลี่ยนไส้กรองได้ ทำให้ใช้งานได้หลายครั้ง ประหยัดมากกว่าหน้ากากอนามัยที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง คาดว่าจะสามารถผลิตเพื่อนำมาใช้งานได้ในเร็ว ๆ นี้
ที่มา : Dailynews online 3 กุมภาพันธ์ 2563 [https://www.dailynews.co.th/it/755587]
- รายละเอียด
- หมวด: JM-Sample-Data
- ฮิต: 11099
คำตอบ
GHS เป็นคำย่อของ The Globally Harmonized System of Classification and Labeling of Chemicals ซึ่งเป็นระบบการจำแนกความเป็นอันตรายและการติดฉลากสารเคมีที่เป็นระบบเดียวกันทั่วโลกที่พัฒนาขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ โดยมีที่มาจากมติที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา (United Nations Conference on Environment and Development, UNCED) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 253.5 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ทุกประเทศในโลกมีการจัดการสารเคมีที่เป็นระบบเพื่อการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยและไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ระบบ GHS จะครอบคลุมสารเคมีและผลิตภัณฑ์เคมีในภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง ภาคการเกษตร และภาคผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค โดยสารเคมีและผลิตภัณฑ์เคมีเหล่านี้รวมถึงสารละลายเจือจาง และสารผสม (mixtures) ของสารเคมีแต่ไม่เกี่ยวข้องกับเภสัชภัณฑ์ (ยารักษาโรค) สารเติมแต่งในอาหาร เครื่องสำอาง และสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างอยู่ในอาหาร ณ จุดที่มีการนำสิ่งของดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายโดยตั้งใจ การพัฒนาระบบการจำแนกความเป็นอันตรายและการติดฉลากสารเคมีนี้ เพื่อให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีของประเทศต่าง ๆ มีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันในทุกประเทศที่ทำการค้าระหว่างกัน การนำระบบนี้มาใช้จะทำให้ผู้บริโภค คนงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคการขนส่ง และการเกษตรได้รับข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นอันตรายของสารเคมี ในขณะที่ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมสามารถลดต้นทุนการผลิต และระบบนี้จะทำให้การติดตามตรวจสอบเกี่ยวกับสารเคมีง่ายขึ้น
สาระสำคัญของระบบ GHS ประกอบด้วย 1. การจำแนกสารเคมีและผลิตภัณฑ์เคมีตามความเป็นอันตราย 2. การสื่อสารความเป็นอันตรายของสารเคมี และ 3. ข้อสนเทศที่ต้องระบุในเอกสารข้อมูลความปลอดภัย
รายชื่อเอกสารที่เกี่ยวข้อง
วันดี ลือสายวงศ์ และ อังสนา ฉั่วสุวรรณ์. มารู้จัก GHS กันเถอะ. วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ. ปีที่ 60, ฉบับที่ 190 (กันยายน), 2555, หน้า 24
- รายละเอียด
- หมวด: JM-Sample-Data
- ฮิต: 8735
คำตอบ
สูตรมาตรฐานที่เหมาะสมในการผลิตโลชั่นทาผิวป้องกันริ้นทะเลคือ สูตรที่ประกอบด้วยน้ำมันมะกอก 200 ซีซี กรดสเตียริก 6 กรัม E-Wax 20 กรัม น้ำกลั่น 140 ซีซี กลีเซอรีน 15 ซีซี แอลกอฮอล์ 1 ซีซี เมทิลพาราเบน 0.5 ซีซี และน้ำสมุนไพรที่สกัดด้วย Propylene Glycol 10 ซีซี สมุนไพรที่สามารถป้องกันริ้นทะเลได้ดีที่สุดคือ ผักเสี้ยนผี รองลงมาคือผักบุ้งทะเล ใบนมสวรรค์ และใบรางจืด ปริมาณของสมุนไพรผักเสี้ยผี มีผลต่อการป้องกันริ้นทะเล ถ้าปริมาณมากขึ้น จะป้องกันการกัดของริ้นทะเลได้นานขึ้น ปริมาณที่เหมาะสมในการผลิตทารักษาอาการแพ้ริ้นทะเล ประกอบด้วย วาสลิน 2 กรัม พาราฟิน 10 กรัม เมนทอล 2 กรัม การบูร 2 กรัม พิมเสน 2 กรัม น้ำมันยูคาลิปตัส 3 หยด น้ำมันระกำ 5 กรัม และผงสมุนไพร 1 กรัม ผักเสี้ยนผีสามารถป้องกันริ้นทะเลได้อย่างดี และหากเพิ่มปริมาณมากขึ้นสามารถป้องกันการกัดของริ้นทะเลได้นานขึ้น